
World Foundation กำลังขยายโอกาสโปรโตคอล World ID ไปอีกขั้นด้วยระบบค่าธรรมเนียม World ID ซึ่งสามารถชำระเป็น WLD ได้ สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจะยังสามารถใช้งานได้ฟรีเหมือนเดิม แต่แอปพลิเคชันที่ใช้บริการ World ID จะต้องชำระค่าธรรมเนียม โดยผู้ออกข้อมูลประจำตัว (Credential issuer) แต่ละรายสามารถกำหนดราคาและเก็บค่าธรรมเนียมของตัวเองได้ ส่วนค่าธรรมเนียมของโปรโตคอลก็จะถูกส่งกลับโปรโตคอลของตัวเอง

World ID: การพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ในยุคแห่ง AI
World กำลังสร้างเครือข่ายมนุษย์จริง เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิพิเศษในยุคแห่ง AI ปัจจุบัน กว่า 26 ล้านคน ได้เข้าร่วม World Network แล้ว และกว่า 12.3 ล้านคน มี World ID ที่ผ่านการยืนยันกับ Orb แล้ว เครือข่ายสำหรับผู้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนกําลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมี Orb มากกว่า 1,500 เครื่องที่ทำหน้าที่ยืนยันความเป็นมนุษย์ที่ไม่ซ้ำใครในระบบ พร้อมให้บริการอยู่ใน 23 ประเทศทั่วโลก
World ID เป็นโปรโตคอลที่ออกแบบมาเพื่อสร้างเครือข่ายการยืนยันตัวตนระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง โดยหัวใจหลักคือ ข้อมูลประจำตัวที่พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่ Orb มอบให้ นอกจากนี้ ในอนาคตโปรโตคอล World ID จะเปิดให้หน่วยงานต่าง ๆ (เช่น บริษัทหรือองค์กรภาครัฐ) สามารถออกข้อมูลประจำตัว World ID (อย่างรายงานเครดิตหรือใบรับรองการศึกษา) เพื่อให้ผู้ใช้นำไปผูกกับ World ID ของตนเองได้ด้วย
เรียกได้ว่า World ID คือกุญแจที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ ของตนเองได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนจาก Orb สามารถพิสูจน์ต่อระบบภายนอก (หรือที่เรียกว่า Relying party) ว่า “ฉันคือมนุษย์ที่ไม่ซ้ำใคร” ส่วนผู้ที่เพิ่มข้อมูลประจําตัวจากหนังสือเดินทางสามารถพิสูจน์ได้ว่า “ฉันอายุมากกว่า 18 ปี” หรือ “ฉันเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกา” เรายังสามารถรวมข้อมูลประจำตัวหลายอันเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างหลักฐานแบบผสม เช่น “ฉันเป็นบุคคลนี้จริงที่อายุเกิน 18 ปี” โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลอื่นเลย
เนื่องจากตอนนี้ AI พัฒนาก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดจนสามารถเลียนแบบมนุษย์ได้แนบเนียนจนแทบแยกไม่ออก ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกจึงเห็นตรงกันว่า ระบบพิสูจน์ความเป็นมนุษย์จะเป็นพื้นฐานสำคัญจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น Brad Smith ประธานของ Microsoft ระบุชัดว่าDeepfake เป็นควางกังวลอันดับหนึ่งของเขาที่มีต่อ AI และเรียกร้องให้มีระบบป้องกันใหม่เพื่อแยกแยะระหว่างคอนเทนต์จริงกับปลอม รายงานร่วมของ NSA, FBI และ CISA เตือนว่า สื่อสังเคราะห์เช่น Deepfake "เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ" และเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสำหรับระบบรักษาความปลอดภัยปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่นักวิเคราะห์ Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2028 หนึ่งในสี่ของผู้สมัครงานจะเป็นบุคคลปลอม ซึ่งใช้เทคโนโลยี Deepfake กับวิดีโอ เสียง และข้อมูลประจำตัว ส่งผลให้วิธีการตรวจจับการทุจริตแบบดั้งเดิม เช่น สัมภาษณ์วิดีโอใช้ไม่ได้ผล
ด้วยเหตุนี้ หลายอุตสาหกรรมเริ่มมองเห็นแล้วว่าการมีหลักฐานพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่เชื่อถือได้คือสิ่งจำเป็น ตัวอย่างเช่น โซเชียลมีเดียและแอปส่งข้อความเผชิญปัญหาใหญ่กับบอต ด้านการธนาคารและการเงินเองก็มีการหลอกลวงด้วย Deepfakeที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนระบบตรวจจับกลโกงทำงานยากขึ้นจนเริ่มเอาไม่อยู่ อุตสาหกรรมเกมและบันเทิงกำลังเผชิญความท้าทายกับปัญหาการควบคุมอายุและการปลอมแปลงตัวตนด้วย AI แม้แต่การศึกษาขั้นสูงและบริการของรัฐบาลก็ประสบความสูญเสียทางการเงินอย่างมากจากการโกงด้วย AI สุดท้าย ตัวแทน AI อาจต้องการเทคโนโลยีอย่าง World ID ในการมอบอำนาจให้กับตัวแทนด้วย
แอปพลิเคชันที่ต้องการระบบพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่น่าเชื่อถือสามารถผสานรวมกับ World ID ได้แล้ววันนี้ โดยมีแอปจำนวนมากที่เชื่อมต่อแล้วหรืออยู่ระหว่างดำเนินการ ตัวอย่างเช่น:
- Razer แบรนด์ทัวร์นาเมนต์ eSports ชื่อดังเชื่อมต่อ World ID เรียบร้อยแล้วเพื่อยืนยันผู้เล่นว่าเป็นมนุษย์จริง ในเกมแบบผู้เล่นหลายคนอย่าง TokyoBEAST World ID จะช่วยให้มั่นใจว่ามนุษย์แข่งขันกับมนุษย์ ไม่ใช่กับ AI
- Match Group ผู้บุกเบิกการหาคู่ออนไลน์ของโลกกำลังนำร่องใช้งาน World ID ในแพลตฟอร์มการหาคู่ของตน (เช่น Tinder, Hinge, และ Plenty of Fish) World ID ช่วยให้ผู้ใช้งานมั่นใจในการสร้างความสัมพันธ์ออนไลน์ โดยรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนจริง และช่วยจำกัดอายุไปในตัวได้อย่างง่ายดาย
- บรรดาพ่อค้าแม่ค้าใน Shopify ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็เริ่มผสาน World การเชื่อมต่อนี้ช่วยให้สามารถจัดโปรโมชันต้านบอต เสนอการเปิดขายสินค้าจำนวนจำกัดสำหรับมนุษย์ที่ได้รับการยืนยัน เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับการทุจริต และยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งให้ปลอดภัยและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
- Hakuhodo เอเจนซี่การตลาดใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่นวางแผนใช้ World ID เพื่อสร้างเครือข่ายโฆษณาที่ต้านทานการหลอกลวงได้เพื่อเข้าถึงมนุษย์ที่ไม่ซ้ำใครมากขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายให้กับการ “Click Farmer” แบบเดิม ๆ
ความยั่งยืนในระยะยาวของโปรโตคอล World ID
ก่อนจะอธิบายลงลึกในเรื่องกลไกเศรษฐกิจของ World ID เรามาทำความเข้าใจโครงสร้างการเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการของตัวโปรเจกต์กันก่อน World Foundation ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลโปรเจกต์ World โดยสนับสนุนและพัฒนาชุมชนจนกว่าโปรเจกต์จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดย Foundation เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับโปรโตคอล World ID, Orb และ World Chain World Foundation ยังบริหารจัดการโทเค็น Worldcoin (WLD) จำนวน 75% ที่จัดสรรไว้สำหรับคอมมูนิตี้ World อีกด้วย เพื่อนำโทเค็นเหล่านี้ไปใช้ใน 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่: (1) โทเค็นสำหรับผู้ใช้, (2) การดำเนินงานของเครือข่าย และ (3) การสร้างระบบนิเวศ (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบล็อกโพสต์นี้)
โปรเจกต์ World ได้รับการสนับสนุนโดยระบบนิเวศผู้ให้บริการที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี Tools for Humanity ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ ปัจจุบันถือเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุด และเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาของ World App แอปวอลเล็ตแรกบน World Network
ส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญของ World Foundation คือการกระจายอำนาจระบบนิเวศอย่างค่อยเป็นค่อยไปและผลักดันให้โปรเจกต์นี้สามารถพึ่งพาตนเองได้จริง ซึ่งในบริบทของโปรโตคอล World ID จะมีสองเรื่องหลัก:
- แรงจูงใจสำหรับผู้ออกข้อมูลประจำตัว: ช่วยให้ผู้ออกข้อมูลประจำตัว (Credential issuer) สามารถสร้างรายได้เพียงพอ เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาออกและรักษาข้อมูลประจำตัวเอาไว้
- ความยั่งยืนของโปรโตคอล: สร้างรายได้เพียงพอให้โปรโตคอลมีความยั่งยืน
และเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายนี้ Foundation จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียม World ID เร็ว ๆ นี้
ค่าธรรมเนียม World ID: เรียกเก็บจากแอปพลิเคชัน ไม่ใช่จากผู้ใช้
World ID จะเก็บค่าธรรมเนียมจากแอปเท่านั้น ส่วนผู้ใช้งานทั่วไปยังใช้ได้ฟรีเหมือนเดิม
คุณค่าของ World ID จะชัดเจนที่สุดก็ตอนที่แอปเชื่อมต่อและนำไปใช้ ไม่ว่าจะเพื่อการยกระดับบริการเดิมให้ดีขึ้น หรือเปิดตัวบริการรูปแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจรวมถึงโมเดลธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยเป็นไปได้เลย ตัวอย่างที่โดดเด่นจากประโยชน์ข้อหลังคือ Mini App ที่ชื่อ Aqua ซึ่งใช้ประโยชน์จาก World ID เพื่อวัดการมีส่วนร่วมออนไลน์จากมนุษย์ที่ได้รับการยืนยันตัวตนเท่านั้น เพื่อให้เหล่าผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ได้รับค่าตอบแทนจากการมีส่วนร่วมจริงของผู้ใช้ แทนที่จะเป็นการกระทำจากบอต ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่โปรโตคอลจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากแอปที่ใช้บริการ World ID แอปพลิเคชันส่วนมากคุ้นเคยกับการจ่ายค่าระบบหรือปลั๊กอินที่เชื่อมต่ออยู่แล้ว และน่าจะเห็นชัดว่า World ID ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริการพวกเขาอย่างไรบ้าง วิธีนี้ยังช่วยให้ส่วนหนึ่งของมูลค่าที่เกิดจากแอปไหลกลับไปยังผู้ออกข้อมูลรับรองและโปรโตคอลเองด้วย
ตอนนี้ World Foundation กำลังออกแบบการเปลี่ยนแปลงของโปรโตคอลที่จำเป็นเพื่อให้สามารถเก็บค่าธรรมเนียม World ID จากแอปต่าง ๆ ได้ โดยคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเทคนิคทั้งหมดให้สาธารณชนตรวจสอบได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2025
รายละเอียดค่าธรรมเนียม World ID
ค่าธรรมเนียม World ID ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก:
- ค่าธรรมเนียมข้อมูลประจำตัว: ผู้ออกข้อมูลประจำตัวแต่ละราย (เช่น World Foundation สำหรับข้อมูลประจำตัวจาก Orb, องค์กรหรือสถาบันรัฐบาลสำหรับข้อมูลประจำตัวประเภทที่พวกเขาออก) จะสามารถกำหนดค่าธรรมเนียมของข้อมูลประจำตัวได้เอง และรับรายได้จากค่าธรรมเนียมส่วนนี้โดยตรง กลไกนี้ทำให้ผู้ออกข้อมูลประจำตัวมีแรงจูงใจในการสร้างและรักษาข้อมูลประจำตัวของตนเอง
- ค่าธรรมเนียมโปรโตคอล: โปรโตคอลจะกำหนดค่าธรรมเนียมพื้นฐาน และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเล็กน้อยเพิ่มจากค่าธรรมเนียมการรับรอง เพื่อให้โปรโตคอลมีรายได้หมุนเวียนที่เพียงพอและพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว
สำหรับแอปแล้ว ค่าธรรมเนียม World ID จะมีแค่รายการเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นผลรวมของค่าธรรมเนียมการรับรองกับค่าธรรมเนียมโปรโตคอล โดยค่าธรรมเนียม World ID นี้จะถูกเรียกเก็บทุกครั้งที่แอป (ระบุด้วย App ID ที่ไม่ซ้ำกัน) ขอหลักฐานจาก World ID
การชำระค่าธรรมเนียมจะถูกบังคับใช้ในระดับโปรโตคอล ซึ่งเป็นหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญที่ระบบ World ID เวอร์ชันถัดไปสามารถทำได้ด้วยการใช้บล็อกเชนแบบ Private State (ดูรายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับระบบเข้ารหัสที่ใช้ได้ที่นี่) พูดง่าย ๆ คือบล็อกเชนแบบนี้สามารถอัปเดตข้อมูลภายในตัวเองได้โดยไม่มีใครสามารถเห็นได้ ในขณะที่ยังคงสถานะ Permissionless ไปในเวลาเดียวกัน การใช้บล็อกเชนแบบ Private State จะช่วยให้ฟีเจอร์ต่าง ๆ สำหรับโปรโตคอล World ID ทำงานได้ด้วย (เช่น การกู้คืน World ID และการใช้งานหลายวอลเล็ต) ที่สำคัญคือ มันยังสามารถเก็บข้อมูลแอปบางส่วนของผู้ใช้ที่ยืนยันแล้วได้ด้วย Smart contract ของ World ID จะตรวจสอบโดยอัตโนมัติว่าได้รับชำระค่าธรรมเนียมมาแล้วหรือยัง ก่อนจะส่งใบเสร็จที่ยืนยันการเปลี่ยนสถานะบล็อกเชนจาก Private State ให้ผู้ใช้นำไปสร้างหลักฐานการพิสูจน์ ด้วยวิธีนี้ การใช้บล็อกเชนแบบ Private State ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าแอปพลิเคชันจะไม่สามารถหลบเลี่ยงค่าธรรมเนียม World ID ได้ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสถานะของบล็อกเชนได้เลย
รูปที่ 1: ภาพรวมในระดับสูงของการดำเนินการค่าธรรมเนียม World ID ที่ตั้งเป้าเอาไว้
รูปที่ 1 แสดงภาพรวมระดับสูงของการดำเนินงานค่าธรรมเนียม World ID โดยใช้ตัวอย่างผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกับผู้ออกข้อมูลประจำตัวและมีข้อมูลประจำตัวถูกบันทึกบนบล็อกเชน Private State แล้ว จากนั้นค่าธรรมเนียม World ID จะทำงานดังนี้: (1) แอปพลิเคชันที่ได้เชื่อมต่อกับ World ID ร้องขอหลักฐานหรือการพิสูจน์ (เช่น ความเป็นมนุษย์ที่ไม่ซ้ำใคร) จากผู้ใช้ (2) ผู้ใช้ (ผ่านแอป World ID เช่น World App) ตัดสินใจดำเนินการตามคำขอต่อ Smart Contract ของ World ID บนบล็อกเชน Private State (3) Smart Contract จะดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม WLD จากวอลเล็ตที่เชื่อมโยงกับแอปพลิเคชันที่ร้องขอโดยอัตโนมัติ (4) ค่าธรรมเนียมการออกข้อมูลประจำตัวที่เกี่ยวข้องจะถูกจ่ายไปยังวอลเล็ตของผู้ออกข้อมูลประจำตัว และค่าธรรมเนียมโปรโตคอลจะถูกจ่ายไปยังวอลเล็ตของโปรโตคอล (5) Smart Contract ของ World ID ทำการอัปเดตสถานะของตน (6) Smart Contract ส่งใบเสร็จการเปลี่ยนสถานะให้กับผู้ใช้ (7) แอปของผู้ใช้จะสร้างและส่งหลักฐาน World ID ไปยังแอปพลิเคชัน
เมื่อ Smart Contract ของ World ID รับชำระค่าธรรมเนียมเป็น WLD นั่นหมายความว่า วอลเล็ตของแอปบนบล็อกเชน Private State จะต้องเติม WLD ไว้ก่อนล่วงหน้า แอปพลิเคชัน Web3-native สามารถเติมเงินวอลเล็ตล่วงหน้าบนบล็อกเชนได้โดยตรง ส่วนแพลตฟอร์ม Web2 หรือแอปทั่วไป อาจใช้บริการจากภายนอกในการเติมวอลเล็ตล่วงหน้า และจ่ายเงิน Fiat ให้กับบริการเหล่านี้แทน ไม่ว่าเลือกวิธีใด ค่าธรรมเนียมทั้งหมดจะต้องชำระด้วยโทเค็น WLD ในท้ายที่สุด
กลไกราคา
รูปที่ 1 ตั้งสมมติฐานโดยนัยว่าค่าธรรมเนียม World ID จะถูกชำระทุกครั้งที่มีการขอหลักฐาน World ID ในทางปฏิบัติ ผู้ออกข้อมูลประจำตัวแต่ละรายสามารถเลือกใช้รูปแบบการกำหนดราคาแบบใดก็ได้ที่เข้ากับระบบในรูปที่ 1 เนื่องจากกลไกราคาจะถูกรันบน Smart Contract บนบล็อกเชนแบบ Private State จึงมีความยืดหยุ่นและมีตัวเลือกที่เป็นไปได้มากมาย เช่น:
- ต่อการพิสูจน์: ค่าธรรมเนียมอาจถูกเรียกเก็บสำหรับการพิสูจน์ World ID ทุกครั้ง
- ต่อผู้ใช้ที่มีการใช้งานรายเดือน: อาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ใช้ที่ใช้งานรายเดือน (ต่อ app-id) สำหรับผู้ใช้แต่ละราย จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อมีการขอพิสูจน์ครั้งแรกสำหรับผู้ใช้รายนั้นในเดือนนั้น ๆ และด้วยการคำนวณเกิดขึ้นภายในบล็อกเชน Private State โมเดลการคิดราคาต่อผู้ใช้ที่ใช้งานรายเดือนสามารถดำเนินการได้โดยไม่เปิดเผยตัวตนใด ๆ ของผู้ใช้
- กลุ่มฟรี: ผู้ใช้ 1,000 คนแรกหรือการพิสูจน์ 1,000 ครั้งแรกอาจแจกให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- ส่วนลดเมื่อมีการใช้งานมาก: ค่าธรรมเนียมต่อผู้ใช้หรือต่อการพิสูจน์อาจลดลงเมื่อปริมาณการใช้งานมากขึ้น
- ส่วนลดสำหรับแอปพลิเคชันเฉพา: ผู้ออกข้อมูลประจำตัวอาจให้ส่วนลดแก่แอปพลิเคชันใดเป็นพิเศษ (เช่น องค์กรไม่แสวงหากำไร) หรือแม้กระทั่งให้ข้อมูลประจำตัวฟรี
- ค่าธรรมเนียมตามมูลค่าเศรษฐกิจ: ผู้ออกข้อมูลประจำตัวอาจมีหลักฐานให้เลือกใช้หลายรูปแบบ พร้อมค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป โดยบางครั้งอาจให้ระดับการรับรองต่ำกว่า เพื่อให้แอปเลือกใช้ตามความเหมาะสมที่สุด
แม้มีกลไกราคาหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่คาดว่าแอปพลิเคชันจะเลือกเก็บค่าธรรมเนียมต่อผู้ใช้ที่ใช้งานรายเดือน เพราะสามารถเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ World ID สร้างให้พวกเขาต่อผู้ใช้ต่อเดือน (เช่น อัตรา ARPU ที่เพิ่มขึ้น) ได้โดยตรง ส่วนค่าธรรมเนียมพื้นฐานของค่าธรรมเนียมโปรโตคอลนั้น ฝ่ายกำกับดูแลก็สามารถกำหนดกลไกราคาที่เหมาะสมได้เช่นกัน
โปรโตคอล World ID ในอนาคตจะสามารถรองรับการ "เชื่อมโยง" ข้อมูลประจำตัวได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ข้อมูลประจำตัวที่พิสูจน์ความเป็นมนุษย์อาจจะเรียงร้อยเข้ากับข้อมูลประจำตัวพิสูจน์อายุจากข้อมูลในหนังสือเดินทาง ในกรณีนี้ ค่าธรรมเนียมอาจขึ้นอยู่กับประเภทของข้อมูลประจำตัวที่นำมารวมกันเพื่อการพิสูจน์ของ World ID เช่น ค่าธรรมเนียมสำหรับการพิสูจน์ "ความไม่ซ้ำใคร" อาจจะต่ำกว่าค่าธรรมเนียมสำหรับการพิสูจน์ "ความไม่ซ้ำใคร + อายุ"
การนำค่าธรรมเนียมไปใช้
ผู้ออกข้อมูลประจำตัวแต่ละรายจะมีอิสระในการตัดสินใจว่าจะใช้ค่าธรรมเนียมข้อมูลประจำตัวของตนอย่างไร สำหรับค่าธรรมเนียมโปรโตคอลนั้น World Foundation จะเป็นผู้ดูแลการจัดสรรในระยะแรก เมื่อการบริหารแบบกระจายอำนาจเริ่มเข้าที่แล้ว คอมมูนิตี้ของ World จะเข้ามารับหน้าที่นี้แทน คอมมูนิตี้อาจเลือกนำค่าธรรมเนียมส่วนหนึ่งไปใช้ในการสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเครือข่าย เช่น สนับสนุน Operator หรือเติมโทเค็นให้ผู้ใช้ หรือแม้กระทั่งเผาค่าธรรมเนียมบางส่วน เมื่อโปรโตคอล World ID เติบโตขึ้น (มีผู้ใช้งาน แอปพลิเคชัน และการพิสูจน์ World ID มากขึ้น) ก็จะสร้างค่าธรรมเนียมได้เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายสุดจะไหลกลับเข้าสู่ระบบนิเวศเพื่อกระตุ้นการเติบโตต่อเนื่องและสร้างกลไกการเติบโตที่เสริมแรงกันเอง
มุมมองต่ออนาคต
ตอนนี้ World Foundation กำลังออกแบบการเปลี่ยนแปลงของโปรโตคอลที่จำเป็นเพื่อให้สามารถเก็บค่าธรรมเนียม World ID จากแอปต่าง ๆ ได้ โดยมีแผนจะทำให้เสร็จและทดสอบระบบค่าธรรมเนียมผ่านโครงการนำร่องในไตรมาส 3 ปี 2025 ทาง Foundation เชื่อว่าการแสดงให้เห็นถึงเส้นทางไปสู่ระบบค่าธรรมเนียม World ID ตั้งแต่ช่วงแรกจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้เล่นรายอื่น ๆ ในระบบนิเวศหันมาสนใจการออกข้อมูลประจำตัวและดูแลระบบของตัวเองให้มีคุณภาพ พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าโปรโตคอลนี้สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง
ระหว่างที่เตรียมเปิดตัวค่าธรรมเนียม World ID เป้าหมายหลักของทีมยังคงอยู่ที่การขยายการเติบโตของ World Network Foundation จะยังคงมอบ Grant สนับสนุนนักพัฒนา Mini App, ผู้ออกข้อมูลประจำตัว และแอปที่เชื่อมต่อกับ World ID ในระบบนิเวศต่อไป
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
โพสต์นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้นและไม่ได้เป็นการเสนอขายหรือชักชวนให้ซื้อโทเค็นหรือสินทรัพย์ดิจิทัลใด ๆ Tools for Humanity และ World Foundation ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการลงทุนและไม่รับประกันมูลค่าหรือประสิทธิภาพในอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลใด ๆ รวมถึง WLD



