จากหลักฐานความเป็นมนุษย์ สู่การใช้งานจริงในโลกปัจจุบัน
เมื่อกว่าหกปีที่แล้ว World ก่อตั้งขึ้นบนสมมติฐานที่ว่า AGI (ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป) จะเข้ามาเปลี่ยนโลก และเราจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อรองรับและทำให้มั่นใจว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วย AI นี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่มนุษย์ทุกคน
การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI agent ได้สร้างความท้าทายครั้งใหญ่ต่อความน่าเชื่อถือในการสร้างปฏิสัมพันธ์บนโลกดิจิทัล รวมถึงความมั่นคงของสังคมเรา ด้วยเหตุนี้ ความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีหลักฐานความเป็นมนุษย์ (Proof of Human) จึงชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และ World ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มศักยภาพและขยายขีดความสามารถของมนุษย์ในโลกที่อยู่ร่วมกับ AI ขั้นสูง ระบบนี้ครอบคลุมตั้งแต่หลักฐานความเป็นมนุษย์ที่เป็นส่วนตัว ควบคู่ไปกับเครื่องมือทางการเงิน (World App), โครงสร้างพื้นฐานสำหรับหลักฐานความเป็นมนุษย์ (World ID) และแอปพลิเคชันสำหรับการตรวจสอบสถานะมนุษย์ (World ID App) จนถึงปัจจุบัน World ได้ออกข้อมูลประจำตัวมนุษย์ไปแล้วมากกว่า 18 ล้านรหัส และรองรับการใช้งาน World ID ทั่วโลกแล้วมากกว่า 450 ล้านครั้ง
The Simple Plan
นับตั้งแต่ก่อตั้ง World ได้ดำเนินงานภายใต้กรอบการทำงานที่เรียกว่า “The Simple Plan” แม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะถูกพลิกโฉมไปด้วย AI แต่แผนการทั้งห้าระยะยังคงเหมือนเดิม:
- 1.
- 2.
- 3.
- 4.
- 5.
ระยะที่ 1: สร้างหลักฐานความเป็นมนุษย์ที่มีความเป็นส่วนตัว
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา World ได้ออกแบบ วิศวกรรม และใช้งาน World ID ซึ่งเป็นโปรโตคอลหลักฐานความเป็นมนุษย์ที่เป็นส่วนตัว โดยสร้างขึ้นบนหลักการที่เน้นความเป็นส่วนตัวเป็นอันดับแรกและการลดการใช้ข้อมูลให้น้อยที่สุด ปัจจุบันโปรโตคอลนี้ได้พัฒนามาถึงรุ่นที่สี่แล้ว และพร้อมส่งมอบการรองรับ รวมถึงขีดความสามารถที่ขยายเพิ่มขึ้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับระบบองค์กร แพลตฟอร์มผู้บริโภค และระบบการทำงานของเอเจนต์ (Agentic workflow) ได้อย่างเต็มรูปแบบ

สิ่งที่มาช่วยเติมเต็มการอัปเกรดโปรโตคอลนี้ก็คือ แอป World ID ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมหนึ่งเดียวที่ทุกคนสามารถจัดการหลักฐานความเป็นมนุษย์ของตนเองในแอปพลิเคชัน บริการ และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มี AI เป็นศูนย์กลาง แอปใหม่นี้เองที่ช่วยให้ผู้คนสามารถพกพาและใช้งานหลักฐานความเป็นมนุษย์ได้ทั่วอินเทอร์เน็ต และช่วยขับเคลื่อนประสบการณ์ดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นอันดับแรกที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

ระยะที่ 2: เปิดตัวและขับเคลื่อนเครือข่ายให้เติบโตผ่านการเป็นเจ้าของโทเค็น
เพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายมนุษย์จริงให้เติบโต World จึงได้เปิดตัว WLD ซึ่งเป็นโทเค็นที่จะช่วยสนับสนุนการมีส่วนร่วมและความสอดคล้องในระยะยาวทั่วทั้งระบบนิเวศ นับตั้งแต่เปิดตัว ผู้ใช้ประมาณ 16 ล้านคนได้ยืนยันความเป็นมนุษย์ให้ World ID ของตนเองและร่วมรับโทเค็น WLD โดยเมื่อนับรวมกันแล้ว ผู้ใช้ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับโทเค็นไปแล้วมากกว่า 900 ล้าน WLD (ทั้งในรูปแบบของเงินทุนสนับสนุนสำหรับผู้ใช้งานและรางวัลจากการแนะนำเพื่อน) ผ่านการมีส่วนร่วมในเครือข่าย World

ระยะที่ 3: นำเครือข่ายสู่จุดเปลี่ยนสำคัญและเริ่มสร้างประโยชน์ในการใช้งานจริง
ปัจจุบัน World กำลังเข้าสู่ระยะที่ 3 ของ The Simple Plan
- 1.
สร้างหลักฐานความเป็นมนุษย์ที่มีความเป็นส่วนตัว
- 2.
เปิดตัวและขับเคลื่อนเครือข่ายให้เติบโตผ่านการเป็นเจ้าของโทเค็น
- 3.
นำเครือข่ายสู่จุดเปลี่ยนสำคัญและเริ่มสร้างประโยชน์ในการใช้งานจริง
- 4.
ขยายขนาดให้เติบโตยิ่งขึ้นผ่านการใช้งานจริงและการกระจายศูนย์
- 5.
เข้าสู่ระดับสากลทั่วโลกและช่วยสร้างความมั่นใจว่า AGI จะส่งผลดีต่อมนุษย์ทุกคน
สิ่งที่กำลังผลักดันให้ World ก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 ประกอบได้ด้วยสองปัจจัย โดยปัจจัยแรกคือการเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดของระบบและ AI agent ที่มีความซับซ้อนและชาญฉลาด ปัจจัยที่สองคือการเปิดตัว World ID 4.0 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับระดับองค์กรและสามารถรองรับการติดตั้งระบบรวมถึงการผสานการทำงานในขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ระยะที่ 3 ยังเปลี่ยนผ่านการเติบโตจากการใช้สิ่งจูงใจในรูปแบบโทเค็น ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยประโยชน์จากการใช้งานจริง ซึ่งจะเข้ามาปรับเปลี่ยนทั้งวิธีสร้างและขยายขนาดของเครือข่าย ตลอดจนทีมงานที่จำเป็นต่อการผลักดันให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง
การสร้างประโยชน์ใช้สอยสำหรับเครือข่ายมนุษย์จริง
หลักฐานความเป็นมนุษย์ที่มีความเป็นส่วนตัวกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ระบบ AI กำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด
World มุ่งเน้นไปที่การนำประโยชน์ของระบบหลักฐานความเป็นมนุษย์ไปใช้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่: องค์กรธุรกิจ, ผู้คน และ AI agent ซึ่งในแต่ละด้านนี้ World ได้จับมือกับกลุ่มผู้นำของแต่ละกลุ่มเรียบร้อยแล้ว
องค์กรต่าง ๆ ที่ได้รับการพูดถึงในงาน Lift Off
และเพื่อเร่งให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง ความต้องการด้านบุคลากรที่มีความสามารถของเครือข่ายจึงต้องมีการพัฒนาตามไปด้วย และ World กำลังสร้างทีมงานเฉพาะทางเพื่อรองรับโอกาสและความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งฝ่ายสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและการเชื่อมต่อระบบ (Partnerships and Integrations team) ที่มุ่งเน้นใน 3 ด้านหลักที่หลักฐานความเป็นมนุษย์มีความจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ยังรวมถึงการสร้างทีมฝ่ายพาณิชย์ (Commercial team) ที่มุ่งเน้นการนำผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยหลักฐานความเป็นมนุษย์ เช่น Deep Face ไปสู่องค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการกุญแจสำคัญนี้
World ID สำหรับองค์กร
องค์กรต่าง ๆ ในปัจจุบันมีการลงทุนอย่างมหาศาลในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานในการเข้าถึงระบบ แม้ว่าระบบที่มีอยู่เดิมจะสามารถตรวจสอบข้อมูลรับรอง สิทธิ์การใช้งาน และรูปแบบพฤติกรรมได้ แต่บ่อยครั้งระบบเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานที่สุดได้ นั่นคือ: ผู้ที่อยู่อีกฝั่งของการปฏิสัมพันธ์นั้น เป็นมนุษย์อย่างที่คุณคาดหวังจริง ๆ หรือไม่? หรือพวกเขากำลังถูกสวมรอยอยู่? World ID เข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่ท้าทายนี้ ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีหลักฐานความเป็นมนุษย์ เช่น ผลิตภัณฑ์ Deep Face ของ World เข้ากับระบบขององค์กร ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้กับการปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัลที่ละเอียดอ่อนและสำคัญ
หลังจากจับมือกับ Zoom, Docusign และ Outtake หลักฐานความเป็นมนุษย์ของ World กำลังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ การเซ็นเอกสาร และการปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัล ซึ่งเป็นกระบวนการที่การตรวจสอบยืนยันสถานะมนุษย์จริงนั้นมีความสำคัญมากที่สุด

ขีดความสามารถเหล่านี้กำลังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากปัญหาการสวมรอย การฉ้อโกง และการหลอกหลวงด้วยตัวตนปลอมที่สร้างขึ้นโดย AI ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา มีองค์กรมากกว่าครึ่งหนึ่งที่รายงานว่าได้รับความเสียหายทางการเงินจากการฉ้อโกงด้วย Deepfake หรือการปลอมแปลงเสียงด้วย AI ซึ่งมีความเสียหายเฉลี่ยสูงกว่า 280,000 ดอลลาร์ต่อเหตุการณ์ และเกือบ 1 ใน 5 ขององค์กรเหล่านั้นต้องสูญเสียเงินสูงถึง 500,000 ดอลลาร์หรือมากกว่านั้น นอกจากนี้บริษัท Deloitte ยังคาดการณ์ว่า มูลค่าความเสียหายจากการฉ้อโกงด้วยฝีมือของ Generative AI ในสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียว จะพุ่งสูงขึ้นจาก 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2023 ไปถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2027
World ID สำหรับบุคคลทั่วไป
ความน่าเชื่อถือบนบริการออนไลน์ต่าง ๆ ที่ผู้คนใช้งานกันอยู่ทุกวันกำลังลดน้อยลง World จึงมุ่งเน้นที่จะนำระบบหลักฐานความเป็นมนุษย์เข้าไปใช้ในแพลตฟอร์มและบริการต่าง ๆ ที่สถานะการมีตัวตนจริงและประเด็นเรื่องความเป็นธรรมมีความสำคัญสูงสุด ทั้งแอปพลิเคชันหาคู่ เกมออนไลน์ และการจำหน่ายบัตรงานอีเวนต์
และด้วยการจับมือกับ Tinder ทำให้ World สามารถมอบวิธีที่เป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งานในการยืนยันว่าเจ้าของโปรไฟล์นั้นเป็นมนุษย์ตัวจริง การเชื่อมต่อระบบในตอนนี้พร้อมใช้งานแล้ว และถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการนำเทคโนโลยีหลักฐานความเป็นมนุษย์มาใช้กับกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่เป็นโซลูชันแรก ๆ
นอกจากนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ World ยังได้เปิดตัว Concert Kit เครื่องมือใหม่เอี่ยมที่ขับเคลื่อนด้วย World ID เพื่อช่วยให้ศิลปินสามารถสำรองบัตรคอนเสิร์ตไว้สำหรับมนุษย์ที่ผ่านการยืนยันแล้วโดยเฉพาะ โดย Concert Kit เข้ามาแก้ปัญหาที่เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจและเรื้อรังที่สุดในวงการความบันเทิงและงานแสดงสด นั่นคือปัญหาบอตแย่งกดบัตรตัดหน้า ก่อนที่แฟนเพลงจะมีโอกาสเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งในขณะนี้มีศิลปินที่ตบเท้าเข้าร่วมโครงการนำร่องการใช้ Concert Kit แล้ว โดยวง Thirty Seconds to Mars จะทำการสำรองตั๋วส่วนหนึ่งไว้ให้กับมนุษย์ที่ผ่านการยืนยันแล้วในทัวร์คอนเสิร์ตปี 2027 ที่กำลังจะมาถึงด้วย

ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มสำหรับผู้บริโภคอย่าง Reddit ก็ได้แสดงความสนใจในการสำรวจทางเลือกของโซลูชันหลักฐานความเป็นมนุษย์ที่เน้นความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งรวมถึง World ID เพื่อนำมาใช้กับบัญชีผู้ใช้ที่ถูกระบบตรวจจับและทำเครื่องหมายว่าเป็นบัญชีบอต
World ID สำหรับ Agent
อินเทอร์เน็ตกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากการขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ไปสู่การขับเคลื่อนหรือใช้งานด้วย Agent โดยปริมาณการใช้งานจาก AI agent และเบราว์เซอร์ระบบ Agentic พุ่งสูงขึ้นถึง 7,851% เมื่อเทียบเป็นรายปีในปี 2025 จากการวิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์บนโลกออนไลน์มากกว่าหนึ่งพันล้านล้านครั้ง ซึ่ง AI agent เหล่านี้กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างปริมาณการใช้งานเว็บที่ถูกต้องตามกฎหมายและการโจมตีที่เป็นอันตรายเริ่มเลือนรางลง ปัจจุบัน Agent สามารถทำงานแทนผู้ใช้ผ่านอินเทอร์เฟซเดียวกับที่มนุษย์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บไซต์, การดำเนินกระบวนการทำงาน (Workflow), การซื้อสินค้า ตลอดจนปฏิสัมพันธ์กับระบบดิจิทัลต่าง ๆ แทนผู้ใช้งานทั่วไป
โครงสร้างพื้นฐานด้านความน่าเชื่อถือของอินเทอร์เน็ตไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความจริงในข้อนี้ และเพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว World จึงได้เปิดตัว AgentKit ซึ่งจะช่วยขยายระบบหลักฐานความเป็นมนุษย์เข้าสู่กระบวนการทำงานของระบบ Agent ผ่านสามขีดความสามารถหลัก ได้แก่: การมอบหมายอำนาจให้ Agent, การตรวจสอบสถานะมนุษย์จริง (Human-in-the-loop verification) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดย Agent ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้เหล่านักพัฒนาสามารถสร้างระบบที่ Agent ดำเนินงานแทนมนุษย์ที่ผ่านการยืนยันแล้ว สามารถร้องขอการอนุมัติจากมนุษย์ที่ตรวจสอบได้สำหรับการดำเนินการที่ละเอียดอ่อน และสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือรูปแบบใหม่สำหรับการปฏิสัมพันธ์บนโลกออนไลน์
World และทีมงานจาก Tools for Humanity กำลังร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ทั้ง Okta, Vercel, Shopify, Coinbase, Exa และ Browserbase เพื่อร่วมสำรวจว่าหลักฐานความเป็นมนุษย์จะสามารถสนับสนุนระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในรุ่นถัดไปได้อย่างไร
การเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยประโยชน์จากการใช้งานจริง
เมื่อประโยชน์ใช้สอยทั่วทั้งเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น World กำลังพัฒนาโมเดลการเติบโตเพื่อมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์การใช้งานในโลกแห่งความเป็นจริงและการมีส่วนร่วมในระบบนิเวศเป็นอันดับแรก ในช่วงเริ่มต้นของเครือข่าย สิ่งจูงใจในรูปแบบโทเค็นได้ดึงบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเปิดรับและเข้ามามีส่วนร่วม แต่ในอนาคตข้างหน้า โมเดลการเติบโตของ World จะพึ่งพาประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย World ID เป็นหลัก
ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบัน ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์และมี World ID ที่ผ่านการยืนยันแล้ว อาจได้รับรางวัลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Tinder Boost หรือสิทธิ์ในการเข้าถึงประสบการณ์สุดพิเศษที่จัดขึ้นผ่านธุรกิจของพาร์ตเนอร์และการเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ทั่วทั้งระบบนิเวศ

การปรับปรุงขอบเขตการดำเนินงานเพื่อมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยและจำนวนผู้ใช้งาน
หลัง World ก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 ของ The Simple Plan ขอบเขตการดำเนินงานของเครือข่ายจึงกำลังปรับเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่มีการใช้งานจริงอย่างแข็งแกร่งที่สุด ซึ่งหมายถึงการมุ่งเน้นการดำเนินงานไปที่กลุ่มประเทศหลักที่มีการเปิดรับผลิตภัณฑ์และบริการหลักฐานความเป็นมนุษย์ในระดับเริ่มต้นอย่างหนาแน่น โดยการจัดวางระบบจะให้ความสำคัญกับความหนาแน่นของผู้ใช้ (Density) การเชื่อมต่อระบบเข้ากับองค์กรธุรกิจ และสภาพแวดล้อมที่มีประโยชน์ใช้สอยสูง มากกว่าการขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ให้ครอบคลุมหลายพื้นที่
สำหรับในสหรัฐอเมริกา นั่นหมายถึงการมุ่งเน้นไปที่เมืองซานฟรานซิสโกและนิวยอร์ก โดยซานฟรานซิสโกเป็นศูนย์รวมของผู้เปิดรับเทคโนโลยีรุ่นแรก ๆ ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปบนโลกออนไลน์ ส่วนนิวยอร์กก็เป็นศูนย์รวมของสถาบันทางการเงินและแบรนด์ผู้บริโภคต่าง ๆ ซึ่งหลักฐานความเป็นมนุษย์สามารถสร้างประโยชน์ใช้สอยได้ทันทีผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง Deep Face และ Concert Kit ส่วนในพื้นที่นอกสหรัฐอเมริกา จะมุ่งเน้นไปที่สหราชอาณาจักร เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยแนวทางปฏิบัติคือการสร้างความหนาแน่นของผู้ใช้ในไม่กี่เมืองก่อน เพื่อทดสอบและพิสูจน์ประสบการณ์การใช้งาน จากนั้นจึงค่อยขยายขนาดออกไปจากจุดนั้น
นอกเหนือจากการมุ่งเน้นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ข้างต้นแล้ว ตัวฮาร์ดแวร์และวิธีการจัดวางระบบก็กำลังพัฒนาตามไปด้วย โดย Orb ในรุ่นถัดไปจะเป็นรูปแบบบริการด้วยตนเอง (Self-serve) และมาในรูปทรงแบบใหม่ ซึ่งบางส่วนจะถูกนำไปจัดวางไว้ภายในสถานประกอบการของธุรกิจพันธมิตรโดยตรง ทั้งนี้ World ตั้งเป้าหมายที่จะให้ 95% ของ Orb ทั้งหมดดำเนินงานภายใต้โมเดลบริการด้วยตนเองภายในสิ้นปี 2026 โมเดลนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้โครงการสามารถขยายขนาดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ World ยังคงพัฒนา Orb ในรูปทรงใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกในการพกพา ลดต้นทุนต่อหน่วย และเพิ่มขีดความสามารถในการขยายระบบ

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านนี้ และเพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ World และองค์กรที่ให้การสนับสนุนจะลดขอบเขตการดำเนินงานในส่วนของโครงสร้างทางกายภาพนอกเหนือจากกลุ่มประเทศที่มุ่งเน้นดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อบุคลากรในภาคการปฏิบัติงานทั่วโลก รวมถึงทีมงานที่สนับสนุนการปฏิบัติงานเหล่านั้น การทำงานของพวกเขามีส่วนช่วยสร้างเครือข่าย World มาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และทำให้หลักฐานความเป็นมนุษย์สามารถเข้าถึงผู้คนหลายสิบล้านคนทั่วโลกได้ เรารู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับความทุ่มเทและสิ่งสำคัญที่พวกเขาได้สร้างไว้
ค่าธรรมเนียม World ID และรายได้ของโปรโตคอล
World ID 4.0 เปิดโอกาสให้ผู้สร้างและออกใบรับรองข้อมูลรับรอง (Credential issuer) รวมถึงโปรโตคอล World สามารถสร้างรายได้จากการใช้งานเทคโนโลยีหลักฐานความเป็นมนุษย์ผ่านค่าธรรมเนียม World ID โดยรูปแบบที่คาดการณ์ไว้คือ แอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่นำ World ID ไปใช้จะต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ในขณะที่การใช้งานโปรโตคอลสำหรับผู้ใช้ปลายทางจะยังคงฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
โอกาสในการสร้างรายได้ที่ใกล้จะเกิดขึ้นจริงมากที่สุดคือ กรณีการใช้งานด้านความปลอดภัยขององค์กรธุรกิจจากการประกาศในงาน Lift Off ร่วมกับ Zoom, Okta และ Docusign แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าองค์กรธุรกิจมีความต้องการระบบการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยี Deepfake สามารถเข้าถึงได้ง่ายในวงกว้างและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้แก่บริษัทที่ตกเป็นเหยื่อ เทคโนโลยีอย่าง World ID และ Deep Face จึงกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับองค์กรในการยกระดับความปลอดภัย โดย Zoom ถือเป็นผู้นำในด้านนี้จากการจับมือเป็นพันธมิตรกับโปรเจกต์ World เพื่อนำเทคโนโลยี Deep Face ของ World ID มาเชื่อมต่อระบบเข้ากับผลิตภัณฑ์การประชุมโดยตรง ซึ่งในอีก 6 เดือนข้างหน้า คาดว่า Zoom จะเปิดให้องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้งาน Deep Face ผ่านแพลตฟอร์ม ISV ของ Zoom ได้ ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการเริ่มสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม World ID
นอกเหนือจากกรณีการใช้งานด้านความปลอดภัยขององค์กรแล้ว World ID ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องบอต บัญชีปลอม และการฉ้อโกงในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย, แอปหาคู่, การจำหน่ายบัตร, เกม, อุตสาหกรรมโฆษณาและเศรษฐกิจ Creator, AI agent และ Generative AI, อีคอมเมิร์ซ, การธนาคารและการชำระเงิน, บล็อกเชน, บริการภาครัฐ, ธุรกิจแบบ Gig economy ตลอดจนการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้สร้างรายได้รวมกันหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี จึงเป็นแหล่งรายได้ที่มีศักยภาพสูงมากสำหรับค่าธรรมเนียม World ID ในระยะยาว
ระยะที่ 4: ขยายขนาดให้เติบโตยิ่งขึ้นผ่านการใช้งานจริงและการกระจายศูนย์
เมื่อประโยชน์ใช้สอยและการเปิดรับใช้งานจริงยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ระบบธรรมาภิบาล โครงสร้างพื้นฐาน และการมีส่วนร่วมในระบบนิเวศจะขับเคลื่อนไปสู่การเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
การกระจายศูนย์ (Decentralization) ยังคงเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องมุ่งเน้น เนื่องจากระบบหลักฐานความเป็นมนุษย์จะสามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน องค์กรธุรกิจ และรัฐบาลได้ก็ต่อเมื่อระบบนี้ไม่ได้ขึ้นตรงต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ด้วยเหตุนี้ World จึงกำลังเดินหน้าเผยซอร์สโค้ดของโปรโตคอลในส่วนต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อให้เหล่านักพัฒนาและผู้สร้างข้อมูลรับรองสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาได้อย่างเป็นอิสระ
ระยะที่ 5: เข้าสู่ระดับสากลทั่วโลกและช่วยสร้างความมั่นใจว่า AGI จะส่งผลดีต่อมนุษย์ทุกคน
ระยะสุดท้ายของ The Simple Plan ยังคงเดิม นั่นคือ: การช่วยสร้างหลักประกันว่า มนุษย์ทุกคนจะต้องมีโอกาสเข้าถึงผลประโยชน์จากระบบ AI ที่ทรงพลัง ในขณะที่ AI กำลังเข้ามาพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจทั้งหมด หลักฐานความเป็นมนุษย์จะยิ่งกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในการรักษาความน่าเชื่อถือ การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม และการแยกแยะความเป็นมนุษย์ในโลกที่เต็มไปด้วยปัญญาประดิษฐ์ทุกหย่อมหญ้า
และในแต่ละระยะของ The Simple Plan นี้ ต่างเป็นรากฐานที่ช่วยส่งต่อและเตรียมความพร้อมให้แก่ระยะถัดไปอยู่เสมอ

เครือข่ายของมนุษย์ที่แท้จริง
ประสบการณ์ต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ย่อมทำงานได้ดีขึ้นเมื่อคุณมั่นใจว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นมนุษย์จริงเหมือนกัน ในปัจจุบัน เครือข่ายมนุษย์จริงได้ขยายตัวครอบคลุมมนุษย์ที่ผ่านการยืนยันแล้วมากกว่า 18 ล้านคน และได้รองรับการใช้งาน World ID ไปแล้วมากกว่า 450 ล้านครั้ง ด้วยความสามารถของ World ID ร่วมกับการขยายขอบเขตการเชื่อมต่อระบบเข้ากับภาคองค์กรและผู้บริโภค ตลอดจนการสนับสนุนระบบ Agent ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลักฐานความเป็นมนุษย์จึงกำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับอินเทอร์เน็ตในยุคถัดไป
เราขอชวนให้คุณเข้าไปเยี่ยมชมหน้าเว็บ World ID, เอกสารสำหรับนักพัฒนา และเอกสาร Whitepaper ของ World เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ World ID
เข้าร่วมเครือข่ายมนุษย์จริง
ดาวน์โหลด World Appบทความที่เกี่ยวข้อง

Announcements ·
Product ·
Foundational topics ·
The Revenue Potential from World ID

Foundational topics ·
Tokenomics Milestone: WLD unlock rate to decrease by 43% in July

Foundational topics ·
The Circulating Supply of Worldcoin (WLD): An Explainer

Foundational topics ·